ถ้าไม่นับถึงการที่ได้มานั่งพิมพ์เหล่าตัวหนังสือทั้งหลายอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ก็นับได้ว่าเป็นระยะที่เวลานานเหลือเกิน ที่ไม่ได้จับปากกา หรือดินสอ
ขีดเขียนถ่ายทอดเหล่าตัวหนังสือที่ออกมาจากความรู้สึก
ลงบนสมุดบันทึกสีน้ำตาลคู่ใจเล่มนี้อย่างจริงจังเลย..
เกือบ 2 เดือนได้แล้วใช่มั๊ย..
ใช่ว่าจะละเลยในสิ่งที่เคยทำอยู่เป็นประจำ
ใช่ว่าจะไม่ใส่ใจในความสำคัญของเพื่อนร่วมชีวิต
แต่ด้วยภาระการงานที่เยอะเพิ่มขึ้นและหนักมากขึ้น
จึงทำให้ไม่สามารถกระดิกตัวไปทำอย่างอื่นได้เลย
บวกกับเรื่องของอารมณ์ที่ในบางครั้งรู้สึกแย่เกินจะทนไหว
จนเกิดความรู้สึกที่ไม่อยากจะทำอะไรเลยแม้แต่น้อย
จึงทำให้ต้องเว้นว่างจากการขีดเขียนไป..
สมุดเล่มหนาที่มีฝุ่นบางๆ ปกคลุม บวกหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าที่เปิดเจอ
บ่งบอกถึงการขาดหายไปของเจ้าของ คงจะสะท้อนอะไรได้บางอย่างเป็นแน่..
.....
มันไม่ง่ายและแทบจะเป็นไปไม่ได้นักหรอก
ที่ชีวิตของคนเราจะมีเรื่องให้ได้ยิ้มและหัวเราะอยู่ตลอดเวลา
และมันก็ไม่ง่ายและแทบจะเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน
ที่ชีวิตของคนเราจะมีแต่เรื่องให้ต้องเสียใจและร้องไห้อยู่เรื่อย
การที่ได้พบเจอและได้รู้จักกับผู้คนมากหน้าหลายตา
ถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีในชีวิตที่ได้เปิดโลกทัศน์ทางสังคมที่กว้างขึ้นให้กับตัวเอง
ได้รู้จัก สร้างปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เรียนรู้ถึงอุปนิสัยใจคอของคนเหล่านั้น
อ่านหนังสือยังต้องใช้เวลา..
การที่จะรู้จักกับใครสักคนหรือหลายคนอย่างถ่องแท้
ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน..
จะยาวนานมากน้อยแค่ไหนก็คงแล้วแต่ละกรณีในการเปิดใจ..
แต่ก็บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้คำพูดของใครหลายคนที่รู้จักกันเพียงแค่ผิวเผิน
มามีอิทธิพลเหนือต่อความรู้สึกของตัวเองมากเหลือเกิน
เคยถามตัวเองหลายครั้งว่าทำไม.. ต้องไปแคร์คนพวกนั้น
ทำไมต้องไปใส่ใจถึงขนาดนั้นด้วย.. เพราะอะไร?
"..................."
.....
การกระทำไวเท่าความคิด
เช้าวันใหม่ภายหลังจากเม็ดฝนหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
สมุดบันทึกเล่มหนาหน้าปกสีน้ำตาล
ที่ถูกปิดและวางทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะเล็กข้างหัวนอนถูกคว้าติดมือ
กำลังจะได้ออกเดินทางร่วมกันไปกับเจ้าของอีกครั้ง
หลังจากที่ได้แยกห่างกันไปนานหลายเดือน
จุดหมายปลายทางอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง
บ้าน.. ที่เปิดรับเราตลอดยี่ 24 ชั่วโมง
บ้าน.. ที่มีแต่กลิ่นไอของความอบอุ่นอยู่ทั่วอาณาบริเวณ
บ้าน.. ที่เต็มไปด้วยกำลังใจที่พร้อมจะมอบให้อย่างเต็มเปี่ยมไม่แพ้บ้านของตัวเอง
หลายครั้งที่รู้สึกไม่สบายใจ.. ก็จะมาที่นี่..
บ้าน.. ที่มีแต่ความรักและความผูกพัน
บ้าน.. ที่มีชิงช้าไม้..
.....
บทสนทนาเบาๆ เริ่มต้นขึ้นภายหลังอาหารมื้อค่ำ บนเสื่อผืนคุ้นตาที่ถูกปูอยู่ข้างๆ ชิงช้า
หนึ่งร่างนั่งอยู่บนชิงช้า พร้อมกับการเคลื่อนที่ของชิงช้าไปมาอย่างเบาๆ
หนึ่งร่างนั่งเล่นอยู่บนเสื่อผืนนั้น.. เครื่องเล่นเพลงเครื่องเล็กที่พกติดตัวมาด้วย
ถูกพันธนาการไปด้วยสายลำโพงถูกต่อลากยาวออกมาจากตัวบ้าน
กำลังทำหน้าที่ส่งเสียงเพลงคลอไปเบาๆ อย่างซื่อตรง
หลายชั่วโมงล่วงเลยผ่านกับหลากหลายเรื่องราวที่ได้พูดคุยกัน
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคงไม่พ้นเรื่องระหว่าง "เรา"
ทั้งเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และรวมถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
มีความเงียบเข้าปกคลุมการพูดคุยบ้างซึ่งก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร กว่าต่างจะรู้สึกตัวก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว
บทสนทนาที่มีจึงจำเป็นต้องจบลงตามค่าความหนักของหนังตาของคู่สนทนาฝ่ายตรงข้าม
ในขณะที่เรานั้นยังไม่ได้รู้สึกถึงความง่วงแม้แต่น้อย.. แต่ก็ต้องแยกย้ายกันไป..
.....
ช่วงเวลาเงียบๆ ที่ได้อยู่คนเดียวในระยะเวลาสั้นๆ
ก็เหมือนกับการได้นำตัวเองเข้าสู่โลกอีกโลกหนึ่ง
สำหรับคิด ทบทวนถึงเรื่องราวเหตุการณ์ที่ผ่านมา
และมองไปข้างหน้าสำหรับอนาคตที่อยู่ไม่ไกล..
ค่ำคืนวันพักผ่อนสุดสัปดาห์ต่อเนื่องเข้าสู้วันใหม่ ช่วงเวลาที่เว้นจากการทำงานในวันนี้
กำลังใกล้จะหมดลง และกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาของการทำงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ภายหลังจากที่แสงอาทิตย์เริ่มออกทำหน้าที่
ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้จับปากกา นั่งทอดอารมณ์
ถ่ายทอดเหล่าตัวอักษรที่แสนจะธรรมดาแต่ออกมาจากความรู้สึก
ลงบนสมุดเล่มคุ้นตาเล่มนี้อีกสักครั้ง..

ขอบคุณ.. ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก
ทั้งๆ ที่อยู่ในท่ามกลางภาวะอารมณ์รอบตัวที่แย่ๆ อย่างนี้
เคยคิด.. ว่าจะมีใครอีกไหมที่ทำให้คนๆ นี้
รู้สึกได้ว่าตัวเองมีค่าสำหรับคนอีกคนมากถึงขนาดนี้..
คงจะไม่มีอีกแล้วจริงๆ
.....
=+=+=+=+=
=+=+=+=+=
Beginning of Life
สี่ กุมภาพันธ์ สองพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ด
เวลา ตีสอง สี่สิบห้านาที
เขียนที่บ้าน.. (ของใครสักคน)
พญาไท กรุงเทพฯ
Posted on Mon 4 Feb 2008 9:51
Edit
Posted on Mon 4 Feb 2008 9:58